อาการปวดเข่าเป็นหนึ่งในปัญหาที่พบได้บ่อยในคลินิกเวชศาสตร์ฟื้นฟู ทั้งในกลุ่มคนวัยทำงาน ผู้สูงอายุ และนักกีฬา คำถามที่ผู้ป่วยถามบ่อยที่สุดคือ “ปวดแบบนี้ต้องรีบมาหาหมอไหม หรือรอดูไปก่อนได้?” คำตอบขึ้นอยู่กับลักษณะของอาการเป็นสำคัญค่ะ

อาการปวดเข่าที่ ‘ไม่น่ากังวล’ มากนัก

อาการปวดเข่าเล็กน้อยหลังออกกำลังกายหนัก หรือปวดตึงหลังนั่งทำงานนานๆ แล้วหายได้เองภายใน 1–2 วัน มักเกิดจากกล้ามเนื้อล้าหรือการใช้งานมากกว่าปกติ สามารถดูแลเบื้องต้นได้ด้วยการพัก ประคบเย็น และยืดกล้ามเนื้อต้นขา อาการกลุ่มนี้โดยทั่วไปไม่ได้บ่งชี้ถึงความผิดปกติของโครงสร้างข้อเข่าค่ะ

สัญญาณที่บ่งบอกว่า ‘ควรพบแพทย์’

มีอาการที่ควรได้รับการประเมินโดยแพทย์โดยเร็ว ดังนี้

  • ปวดเข่ารุนแรงหลังได้รับบาดเจ็บ หรือเข่าบวม แดง ร้อนผิดปกติ
  • ได้ยินเสียง ‘ป๊อก’ หรือ ‘คลิ๊ก’ ตอนเกิดอุบัติเหตุ
  • เข่าล็อก เหยียดหรืองอ ไม่ได้เต็มที่
  • ปวดเข่าต่อเนื่องนานกว่า 2 สัปดาห์โดยไม่ดีขึ้น
  • ปวดมากขึ้นเรื่อยๆ หรือเริ่มมีผลต่อการเดินในชีวิตประจำวัน

สาเหตุที่พบบ่อยของอาการปวดเข่า

  • แบ่งสาเหตุตามอายุ
    • กลุ่มวัยทำงาน ได้แก่ กลุ่มอาการปวดบริเวณลูกสะบ้า (Patellofemoral Pain Syndrome) เอ็นลูกสะบ้าอักเสบ (Patellar Tendinopathy) และกล้ามเนื้อต้นขาตึง 
    • ผู้สูงอายุ ข้อเข่าเสื่อม (Osteoarthritis) เป็นสาเหตุอันดับหนึ่ง ซึ่งข้อมูลจาก Global Burden of Disease Study พบว่าข้อเข่าเสื่อมพบได้ในประชากรโลกกว่า 300 ล้านคน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามอายุขัยที่ยาวนานขึ้น
  • แบ่งสาเหตุตามตำแหน่งที่ปวด
    • ปวดเข่าด้านหน้า ได้แก่ กลุ่มอาการปวดบริเวณลูกสะบ้า (Patellofemoral Pain Syndrome) เอ็นลูกสะบ้าอักเสบ (Patellar Tendinopathy)  และกล้ามเนื้อต้นขาบาดเจ็บ
    • ปวดเข่าด้านใน ได้แก่ ข้อเข่าเสื่อม (Osteoarthritis) หมอนรองกระดูกเข่าฉีกขาด (Meniscus tear)  และเอ็นข้างเข่าด้านในบาดเจ็บ (Medial collateral ligament injury)
    • ปวดเข่าด้านนอก ได้แก่ ภาวะเอ็นข้างเข่าด้านนอกบาดเจ็บ (lateral collateral ligament injury) และกลุ่มกล้ามเนื้อและเอ็นข้างต้นขาอักเสบ (Iliotibial band syndrome)
    • ปวดเข่าด้านหลัง ได้แก่ ภาวะถุงน้ำหลังเข่าอักเสบ (Knee bursitis)  และกล้ามเนื้อหลังเข่าบาดเจ็บ  

การตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้อง คือจุดเริ่มต้นของการรักษา

การปวดเข่าจากสาเหตุที่ต่างกัน ต้องการการรักษาที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง การซื้อยาทานเองหรือนวดคลึงโดยไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง อาจทำให้อาการบางอย่างแย่ลงได้ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูจะประเมินทั้งจากประวัติ การตรวจร่างกาย และอาจจำเป็นต้องถ่ายภาพทางรังสี เพื่อวางแผนการดูแลที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

หากคุณยังมีอาการอยู่ หรือไม่แน่ใจว่าอาการที่เป็นอยู่ต้องการการดูแลแบบใด สามารถเข้ามาปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเวชศาสตร์ฟื้นฟูได้โดยตรงที่ ฟรีเซีย รีแฮป คลินิก พระราม 3 เพราะการดูแลที่ถูกต้องตั้งแต่ต้น ช่วยให้คุณกลับมาใช้ชีวิตได้เต็มที่เร็วขึ้นค่ะ

แหล่งอ้างอิง

  • Cross M, et al. The global burden of hip and knee osteoarthritis. Ann Rheum Dis. 2014;73(7):1323-30.
  • Crossley KM, et al. 2016 Patellofemoral pain consensus statement from the 4th International Patellofemoral Pain Research Retreat. Br J Sports Med. 2016;50(14):839-43.
  • Van Middelkoop M, et al. Exercise therapy for chronic nonspecific low-back pain. Best Pract Res Clin Rheumatol. 2010;24:193-204.

Similar Posts